ข่าวสาร

รู้รักษาโรคต่อมไขมันอักเสบ

    ผิวหนังของคนเรามีสภาพที่แตกต่างกันไป บางคนมีผิวมัน บางคนมีผิวแห้ง  บางคนมีผิวผสม ปัญหาผิวจึงไม่เหมือนกัน โดยทั่วไปผิวหนังมีต่อมไขมันเป็นส่วนประกอบ ซึ่งมีโอกาสที่จะเกิดโรคผิวหนังที่มีลักษณะเป็นสะเก็ดสีขาวมันๆ ตามผิวหนังที่เรียกว่า โรคต่อมไขมันอักเสบ (seborrheic dermatitis)
 
รู้จักกับโรคต่อมไขมันอักเสบ
 
    โรคต่อมไขมันอักเสบ (seborrheic dermatitis) หรือ เซ็บเดิร์ม เป็นโรคผิวหนังที่พบบ่อยประมาณ 1 – 5 เปอร์เซนต์ของประชากรทั่วโลก มีลักษณะเป็นแผ่นหนาสีขาวหรือสีเหลือง เกิดจากฮอร์โมนจากแม่ที่ถ่ายทอดไปสู่ลูกซึ่งไปกระตุ้นต่อมไขมันบนศีรษะให้ผลิตซีบุ้ม ทำให้ศีรษะมันเยิ้ม เกิดขึ้นกับเด็กทารกหลังคลอดใหม่ๆ อายุ 1-3 เดือน จากนั้นจะค่อยๆ หายไปแล้วกลับมาเป็นอีกในช่วงวัยรุ่นและคนที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป อาการจะเป็นๆ หายๆ มักจะกำเริบในช่วงที่มีอากาศหนาว เกิดผื่นคัน และโรคนี้จะร้ายแรงกับผู้ป่วยที่เป็นโรคเกี่ยวกับระบบประสาทบางชนิดหรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ที่ติดเชื้อ HIV เป็นต้น
 
สาเหตุของโรคต่อมไขมันอักเสบ
 
    ยังไม่มีข้อสรุปทางการแพทย์ที่แน่ชัดถึงสาเหตุของโรคเซ็บเดิร์ม แต่แพทย์สันนิษฐานถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดจากฮอร์โมนร่างกาย พันธุกรรม การรับประทานอาหารไม่ถูกสัดส่วน ความเครียด นอกจากนี้ยังเชื่อว่าโรคเซ็บเดิร์มมีความสัมพันธ์กับภาวะลำไส้รั่ว เนื่องจากเซ็บเดิร์มเป็นโรคผิวหนังอักเสบ (eczema) ที่เกิดจากร่างกาย (endogeneous) ส่งผลให้เกิดผื่นขึ้นในลักษณะเหมือนเซ็บเดิร์ม หากรับประทานอาหารที่มีแร่ธาตุสังกะสีเสริมอาการก็จะดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้หายในทุกกรณี ขึ้นอยู่กับอาการของแต่ละบุคคลด้วย อย่างไรก็ตามการรับประทานอาหารที่มีแร่ธาตุเสริมสามารถช่วยบรรเทาอาการได้ไม่มาก แนะนำให้มาพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางผิวหนังเพื่อทำการรักษาได้อย่างถูกวิธี
 
การวินิจฉัยโรคต่อมไขมันอักเสบ
 
   ผู้ป่วยที่สันนิษฐานว่าตัวเองเป็นโรคเซิบเดิร์ม เมื่อมาพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางผิวหนัง แพทย์จะทำการตรวจหารอยโรคโดยทั่วไป และซักประวัติอาการ นอกจากนี้ยังมีการวินิจฉัยอื่นๆ ที่สามารถบอกได้ว่าผู้ป่วยเป็นเซบเดิร์มหรือไม่ด้วยการขูดรอยโรคเพื่อตรวจหาเชื้อรา และวิธีการตัดชิ้นเนื้อเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยาสำหรับการวินิจฉัยแยกจากโรคอื่นๆ ในกรณีที่อาการของโรคยังไม่ชัดเจน
 
 
 
การรักษาโรคต่อมไขมันอักเสบ
 
   โรคต่อมไขมันอักเสบเป็นโรคเรื้อรัง การรักษาจึงเป็นการควรคุมโรคไม่ให้มีอาการสาหัสมากกว่าที่เป็นอยู่ สำหรับผู้ที่เป็นเซ็บเดิร์มบริเวณหนังศีรษะ แนะนำให้ใช้แชมพูที่มีส่วนผสมของซิงค์ไพริธีโอน (zinc pyrithione), เซเลเนี่ยม ซัลไฟท์ (selenium sulfide), อิมิดาโซล (imidazoles), แชมพูคีโตโคนาโซล (ketoconazole) รวมถึงครีม โลชั่น  หรือโฟมที่มีส่วนผสมของกรดซาลิซิลิค (salicylic acid) และ coal tar 
    ในกรณีที่มีผื่นหนาบริเวณหนังศีรษะแนะนำให้หมักผมด้วย Baby Oil แล้วสวมหมวกคลุมทิ้งไว้ข้ามคืน เมื่อสระผมในตอนเช้าจะช่วยให้สะเก็ดหลุดออกได้ง่ายขึ้น ส่วนผู้ป่วยที่เป็นเซ็บเดิร์มบริเวณใบหน้าให้ใช้แชมพู 2%  ketoconazole ล้างหน้าแทนการใช้สบู่ในช่วงที่โรคกำเริบ และควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของของแอลกอฮอลล์เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้ เช่น ครีมโกนหนวด, ครีมหลังโกนหนวด (After shave), โทนเนอร์ (Toner) เป็นต้น
     เมื่อเกิดผื่นแดง ขุย ตกสะเก็ด ให้ใช้ยาทาฆ่าเชื้อรา 2%  ketoconazole ทาเช้าเย็นบริเวณรอยโรค ประมาณ 4 สัปดาห์จนกว่าอาการจะดีขึ้น อาจเพิ่มการทาสเตียรอยด์ แต่แนะนำให้ใช้สเตียรอยด์ในช่วงสั้นๆ เท่านั้นเพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ โดยเลือกที่เป็นชนิด 1% Hydrocortisone ทาบางๆ บริเวณที่เป็นรอยโรค นอกจากนี้ยังมีวิธีการรักษาด้วยการฉายแสงแดด Narrow band ultraviolet B โดยฉายแสงแดดสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ใช้ระยะเวลาประมาณ 2 เดือน จนกว่ารอยโรคจะหมด
 
ผลข้างเคียงจากโรคต่อมไขมันอักเสบ
 
    ผู้ป่วยที่เป็นโรคต่อมไขมันอักเสบจะมีอาการติดเชื้อรา หรือแบคทีเรียซ้ำซ้อนที่ผิวหนัง ส่งผลให้เกิดรอยแดง เจ็บ มีหนองและน้ำเหลืองไหล และยังมีผลด้านความสวยงาม ทำให้ผู้ที่เป็นเซ็บเดิร์มเกิดความกังวลใจ ความเครียด จากรอยโรคที่มองเห็นได้ชัด
 
    ถึงแม้ว่าการรักษาโรคต่อมไขมันอักเสบจะเป็นเพียงการควรคุมโรคไม่ให้กำเริบเท่านั้น แต่ถ้าผู้ป่วยรู้จักป้องกันและเข้ารับการรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางผิวหนังอย่างถูกวิธี อาการก็จะดีขึ้น ไร้รอยโรคมากวนใจ
 
 
สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โรงพยาบาลผิวหนัง อโศก 
เบอร์โทรศัพท์ : สาขาอโศก 02-2465111
                    สาขาปิ่นเกล้า 02-4345222
                 
 
   Line @asokeskinhospital