ข่าวสาร

น้ำหอมกับผื่นแพ้สัมผัส

      ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการใช้น้ำหอมหรือผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มความหอมสดชื่นให้กับร่างกายสามารถสร้างเสน่ห์ดึงดูดใจต่อผู้ชิดใกล้ได้ไม่น้อย แต่รู้หรือไม่ว่าน้ำหอมหรือสารที่อยู่ในน้ำหอมนั้น อาจทำให้เกิดอาการแพ้ขึ้นกับผิวได้โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายอาจทำให้เป็นผื่นแพ้สัมผัสลุกลามใหญ่โต
 
ผื่นแพ้สัมผัส..เรื่องจิ๋วๆที่ไม่ควรมองข้าม
 
       น้ำหอมหรือผลิตภัณฑ์เพิ่มความหอมให้กับร่างกายที่มีขายอยู่โดยทั่วไป ส่วนมากมักมีการใช้สารสังเคราะห์กลิ่นที่เลียนแบบจากธรรมชาติ และผสมสารเคมีที่ให้กลิ่นหอมเหล่านั้นในปริมาณมากเกินไป ทั้งนี้เพื่อตอบสนองการใช้งานที่ยาวนานขึ้น กลิ่นหอมชัดเจนมากขึ้นเพื่อเอาใจผู้บริโภค ทำให้ผู้ใช้น้ำหอมหรือผลิตภัณฑ์เพิ่มความหอมเกิดการแพ้จากการสัมผัสสารเคมีเหล่านั้นได้ง่ายขึ้น ซึ่งอาการผื่นแพ้สัมผัสนั้นสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย และมักจะเกิดขึ้นในบริเวณที่สัมผัสกับสารเคมีโดยตรง เพราะการผสมสารเหล่านี้ในผลิตภัณฑ์ ผู้ผลิตจะไม่ได้แจงที่มาของสารอย่างชัดเจน ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถทราบได้เลยว่าในสินค้าเหล่านั้นมีส่วนผสมชนิดใดที่ทำให้เกิดการแพ้ได้ ถึงแม้บางผลิตภัณฑ์จะใส่ข้อความกำกับว่า Unscented or Fragrance Free แต่ก็ยังอาจจะแอบแฝงสารธรรมชาติเพื่อปกปิดกลิ่นธรรมชาติของสินค้า อาทิเช่น น้ำมันจากดอกกุหลาบ น้ำมันจาดแอลมอนต์เป็นต้น
 
ลักษณะของผื่นแพ้จากการสัมผัสน้ำหอมและผลิตภัณฑ์เพิ่มความหอม
 
       ลักษณะอาการเมื่อเกิดผื่นแพ้สัมผัสจากการสัมผัสสารสังเคราะห์กลิ่นในผลิตภัณฑ์เพิ่มความหอมนั้น สามารถจำแนกได้ตามลักษณะอาการแพ้ดังต่อไปนี้
 
1.ผื่นแพ้สัมผัสแบบระคายเคือง 
เกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่ง และสารเคมีไม่ได้มีความรุนแรงมาก แต่การใช้ต่อเนื่องทั้งวันอาจทำให้เกิดการสะสมและกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ได้ ผู้ป่วยจะมีอาการระคายเคืองตรงบริเวณที่เกิด มีผื่นแดงขึ้นกระจาย เช่น อาการผื่นแพ้สัมผัสที่เกิดจากน้ำยาระงับกลิ่นกายที่ต้องใช้น้ำหอมในปริมาณที่สูงเพื่อระงับกลิ่นกาย หรือสารเคมีที่ใช้ระงับเหงื่อ เป็นต้น
 
2.ผื่นแพ้สัมผัสแบบผิวหนังอักเสบเรื้อรัง (Eczema)
เป็นอาการขั้นต่อมาที่รุนแรงขึ้นของอาการผื่นแพ้สัมผัสแบบระคายเคือง อาการที่พบหลังจากเกิดผื่นระคายเคืองคือไม่สามารถหายไปเองได้ถึงแม้จะหยุดการสัมผัสกับสารให้กลิ่นหอมชนิดนั้นๆแล้วก็ตาม โดยบริเวณผื่นแดงจะบวม มีตุ่มน้ำใสๆเกิดขึ้น และอาจมีน้ำเหลืองร่วมด้วย หลังจากน้ำเหลืองออกมาแล้วบริเวณผื่นจะแห้งและตกสะเก็ด มีอาการคันมาก ถ้าเกิดเป็นเวลานานหรือเรื้อรังก็จะเกิดเป็นผื่นหนา แข็ง ผิวหนังมีสีคล้ำเนื่องจากการเกา จึงอาจทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนที่ผิวหนังได้
 
3.การแพ้น้ำหอมแบบผื่นลมพิษเฉพาะที่ 
สารให้ความหอมหอมบางชนิดมีผลกระตุ้นให้เซลล์ผิวหนังบริเวณที่สัมผัสปล่อยสารฮีสตามีนออกมาแบบเฉียบพลัน อาการจะเกิดขึ้นภายใน 15 - 45 นาที หลังจากการสัมผัสของสารกับผิวหนัง โดยอาการผื่นลมพิษนั้นอาจเกิดอาการร่วมกับผื่นเอกซีมาได้
 
แนวทางการป้องกันผื่นแพ้สัมผัสจากกลิ่นหอม
 
  • ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารเคมีต่างๆโดยตรง หรือทำการทดสอบสารโดยการจำกัดการสัมผัสในบริเวณเล็กๆ เพื่อดูอาการตอบสนอง
  • ใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ได้รับการรับรอง
  • ในกรณีที่เกิดตุ่มหนองบริเวณที่แพ้สัมผัส ควรทำความสะอาดและใส่ยาฆ่าเชื้อเพื่อป้องกันการอักเสบ ในกรณีมีอาการลุกลามมากขึ้นหรือเกิดการติดเชื้อ ควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางผิวหนังเพื่อรับการวินิจฉัย และรักษาได้ทันท่วงที โดยแพทย์จะทำการวินิจฉัยโดยการใช้แผ่นทดสอบผื่นภูมิแพ้ผิวหนังชนิดสัมผัส (Patch Test) เพื่อทดสอบสารเคมีที่คาดว่าเป็นสาเหตุของของภูมิแพ้สัมผัส โดยการหยดสารต้องสงสัย แล้วแปะทิ้งไว้บริเวณหลัง หากเป็นผื่นเอกซีมาจะทำให้เกิดผื่นหลังสัมผัส 24 – 48 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นผื่นแพ้แบบลมพิษจะออกฤทธิ์หลังสัมผัส 30 – 45 นาที เมื่อครบกำหนดก็จะทำการลอกแผ่นทดสอบออก หลังจากนั้นแพทย์จะอ่านผลการทดสอบ ทำให้ผู้ป่วยทราบผลว่าเป็นผื่นแพ้ลักษณะใด เพื่อที่จะได้หลีกเลี่ยงจากการสัมผัสกับสารก่อเหตุนั้นต่อไป
 
 
สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โรงพยาบาลผิวหนัง อโศก 
เบอร์โทรศัพท์ : สาขาอโศก 02-2465111
                     สาขาปิ่นเกล้า 02-4345222