ข่าวสาร

รู้จัก “ฝีฝักบัว” โรคติดเชื้อแบคทีเรียบนผิวหนัง

สาเหตุ
 
ฝีฝักบัว เกิดจากการอักเสบของผิวหนังชั้นที่อยู่ลึกลงไปและบริเวณรูขุมขน จากติดเชื้อแบคทีเรีย สแตฟิโลค็อกคัสออเรียส (Staphylococcus Aureus) ที่อยู่บนผิวหนัง มีลักษณะเป็นก้อนหนองในรูขุมขนหลายก้อนอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม มีอาการเจ็บเมื่อสัมผัสโดน มักพบในบริเวณที่อับชื้น เช่น หลัง ต้นขา รักแร้ และด้านหลังลำคอ ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาจมีไข้และมีอาการหนาวสั่นร่วมด้วย เมื่อตุ่มแดงยุบจะมีโอกาสเกิดรอยแผลเป็นมากกว่าฝีโดยทั่วไป
 
 
อาการของโรค
 
ในระยะแรกผู้ป่วยอาจรู้สึกคันผิวหนังบริเวณที่ติดเชื้อ หลังจากนั้นจึงเกิดก้อนบวมแดงที่มีลักษณะเป็นก้อนหนองหลายๆก้อนอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม โดยมีขนาดประมาณ 3-10 เซนติเมตร นอกจากลักษณะดังกล่าว ผู้ป่วยอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย ดังนี้
    • รู้สึกเจ็บเมื่อสัมผัสผิวหนังที่อักเสบ
    • ผิวหนังโดยรอบของฝี บวมแดง
    • ปวดเมื่อยตามร่างกาย มีไข้ หรืออ่อนเพลีย
    • เกิดแผลเล็ก ๆ บนหัวหนอง แผลบางจุดอาจแห้งและตกสะเก็ดร่วมกับมีน้ำเหลืองซึมออกมา
 
 
การรักษา
 
การรักษาฝีฝักบัวสามารถทำได้หลายวิธี ซึ่งการรักษาฝีฝักบัวในขั้นต้น มีดังนี้
 
    • หลีกเลี่ยงการบีบหรือเกาฝี เพราะอาจส่งผลให้การติดเชื้อลุกลามเป็นบริเวณกว้างมากขึ้น
    • แช่อวัยวะจุดที่มีฝีลงในน้ำอุ่น หรือประคบผิวหนังบริเวณดังกล่าวด้วยผ้าอุ่นประมาน 15 นาที/วัน หลังจากนั้นให้ทำความสะอาดผ้าที่ใช้ด้วยน้ำร้อนและอบแห้งที่อุณหภูมิสูงเพื่อฆ่าเชื้อ
    • ใช้ผ้าพันแผลที่ปลอดเชื้อพันรอบแผล เพื่อช่วยรักษาความสะอาดบริเวณแผลที่เป็นฝี แล้วล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำร้อนและสบู่
    • รับประทานยาพาราเซตามอล หรือ ไอบูโพรเฟน เพื่อบรรเทาอาการปวดจากการอักเสบ
 
ส่วนผู้ป่วยที่มีฝีขึ้นใกล้บริเวณจมูก กระดูกสันหลัง และดวงตา ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงตามมาได้ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษา หรือผู้ที่รักษาอาการด้วยตัวเองตามวิธีข้างต้นแล้วไม่ได้ผล ก็ควรไปพบแพทย์เช่นกัน โดยแพทย์อาจแนะนำให้รักษาด้วยวิธีต่อไปนี้
 
    • รับประทานยาปฏิชีวนะ แพทย์อาจจ่ายยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานหรือยาทาภายนอกให้ผู้ป่วยใช้รักษานานอย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรีย
    • ใช้สบู่ต้านเชื้อแบคทีเรีย มีสรรพคุณช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรียบนผิวหนัง และป้องกันการเกิดฝีซ้ำ
    • ผ่าตัดระบายหนองในฝีออก มักใช้กับผู้ป่วยที่มีฝีขนาดใหญ่และอยู่ลึก โดยแพทย์จะใช้มีดผ่าตัดหรือเข็มปลอดเชื้อสะกิดบนฝีให้เกิดแผลเล็ก ๆ แล้วระบายหนองภายในออกมา
 
 
การป้องกัน
 
โดยทั่วไปสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดฝีฝักบัว และป้องกันเชื้อแบคทีเรียแพร่กระจายไปสู่บุคคลอื่นได้โดยปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังต่อไปนี้
 
    • หลีกเลี่ยงการบีบหรือเกาผิวหนังบริเวณที่มีฝีหรือแผล
    • อาบน้ำเพื่อชำระล้างสิ่งสกปรกออกจากร่างกายเป็นประจำ
    • ล้างมือให้สะอาด โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารและหลังจากใช้ห้องน้ำ
    • หลีกเลี่ยงการเกาแผล หรือ รอยขีดข่วนตามร่างกาย โดยให้ทำความสะอาดแผลและปิดแผลด้วยผ้าพันแผลปลอดเชื้อจนกว่าจะหายเป็นปกติ
    • หลีกเลี่ยงการใช้เสื้อผ้า ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน หรือผ้าเช็ดตัวร่วมกับผู้อื่น และควรซักทำความสะอาดสิ่งของดังกล่าวด้วยน้ำร้อนเป็นประจำ
    • รีบไปพบแพทย์หากพบว่าเป็นโรคผิวหนังหรือมีอาการเจ็บป่วยที่อาจก่อให้เกิดแผลตามร่างกาย
 
 
ขอบคุณบทความจาก
พญ. ธนัตสุดา เอื้อบุญกุล
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางผิวหนัง โรงพยาบาลผิวหนัง อโศก