ข่าวสาร

มารู้จัก โรคผิวหนังอักเสบRosacea

Rosacea เป็นโรคผิวหนังอักเสบชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดผื่นแดง ตุ่มแดงหรือตุ่มหนองบริเวณใบหน้า จมูก พบได้ไม่บ่อยและในบางครั้งอาจมีลักษณะดูคล้ายกับสิวได้ มักจะพบโรคนี้ในผู้หญิงวัยกลางคนที่มีผิวขาว

สาเหตุ ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน แต่เชื่อว่าเกิดจากปัจจัยทั้งทางพันธุกรรมและปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม โดยไม่ได้เกิดจากภาวะสุขอนามัยหรือการดูแลที่ไม่ดี อย่างไรก็ตามมีปัจจัยที่จะกระตุ้นทำให้อาการของโรคเป็นมากขึ้นได้ ดังต่อไปนี้

1.การออกกำลังกายที่หักโหม

2.ความเครียด

3.อุณหภูมิที่ร้อนจัดหรือเย็นจัด

4.แสงแดดและลม

5.ดื่มน้ำในอุณหภูมิที่ร้อนจัดหรือรับประทานอาหารรสเผ็ด

6.ร่างกายมีอุณหภูมิที่สูงมาก

7.การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ ไวน์และเหล้า

8.การรับประทานยาที่ขยายหลอดเลือด บางครั้งรวมถึงการใช้ยาลดความดันโลหิตบางชนิด

 

กลุ่มเสี่ยง

โรคผิวหนังอักเสบRosaceaสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่อาจพบได้บ่อยในกลุ่มต่างๆ ดังต่อไปนี้

1.มักพบในผู้หญิง อายุ 30-60 ปี

2.ผิวบอบบาง ไวต่อการถูกทำลายจากแสงแดด

3.มีประวัติสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคผิวหนังอักเสบRosacea

4.มีพฤติกรรมสูบบุหรี่

 

อาการของโรค

ผู้ป่วยจะมีผื่นแดงที่บริเวณแก้ม-จมูก คงค้างอยู่ตลอด อาจเห็นหลอดเลือดแดงที่ชัดขึ้นหรือบวมขึ้นเป็นช่วงๆ ได้ ในบางรายอาจมีตุ่มแดงหรือตุ่มหนองคล้ายสิว ผู้ป่วยอาจมีความรู้สึกร้อนหรือเจ็บที่บริเวณผื่นได้ นอกจากนี้ Rosacea ยังทำให้เกิดอาการตาแดง ตาแห้ง เคืองตา เปลือกตาบวมได้ (Ocular rosacea) โดยอาจมีอาการทางตานำมาก่อนเกิดผื่นก็ได้

 

อาการแทรกซ้อนที่อาจพบได้

Rhinophyma เป็นภาวะที่ผิวหนังเกิดเป็นปุ่มนูนบริเวณจมูกหรือแก้ม จมูกผิดรูปจากต่อมไขมันที่ขยายขนาดมากขึ้นและกระตุ้นให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อที่หนาขึ้น ภาวะนี้มักพบในผู้ชายที่มีการดำเนินของโรค rosacea มาหลายๆ ปี

 

เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์

เมื่อเกิดรอยแดงบนใบหน้าที่ค้างอยู่ไม่จางลงเอง อาจมีตุ่มแดง หรือตุ่มหนองร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้ ควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนัง เนื่องจากผื่นแดงที่ใบหน้านั้นเป็นอาการของโรคอื่นๆ ได้ด้วย เช่น โรคเอส แอล อี(SLE), โรคผื่นแพ้ชนิดสัมผัส(Allergic contact dermatitis) เป็นต้น เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้องและให้การรักษาที่เหมาะสมต่อไป

 

การรักษา

แม้ว่าโรคนี้จะไม่มีสามารถรักษาให้หายขาดได การรักษาจะเน้นไปที่การควบคุมอาการเป็นหลัก ซึ่งระยะเวลาที่ใช้ในการรักษาก็จะแตกต่างกันในแต่ละบุคคล

  1. ยาทาภายนอก มียาทาหลายชนิด เพื่อการลดการอักเสบและรอยแดง อาจใช้คู่กับยารับประทาน

  2. ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน Doxycyclinใช้ในรายที่มีความรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมาก

  3. ยารักษาสิว Isotretinoin ช่วยยับยั้งการผลิตน้ำมันในต่อมไขมัน จะลดการเกิดรอยโรคแบบตุ่มแดงและตุ่มหนอง

  4. การรักษาด้วยการเลเซอร์ เหมาะกับผู้ป่วยที่พบเส้นเลือดฝอยขึ้นบริเวณใบหน้า ควรอยู่ภายใต้การทำเลเซอร์โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางผิวหนัง หลังจากการทำเลเซอร์ 1 –2 สัปดาห์ รอยต่างๆ จะจางลงอย่างเห็นได้ชัด

 

วิธีหลีกเลี่ยงการเกิดรอยแดงบนผิวหนัง

1.หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่จะทำให้โรคเห่อมากขึ้น เช่น การรับประทานอาหารรสจัด สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น

2.ทาครีมกันแดด เลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 หรือมากกว่า

3.ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์กับผิวหน้าและให้การดูแลผิวหน้าที่เหมาะสม เช่น

-ใช้ครีมที่มีส่วนผสมของมอยซ์เจอร์ไรเซอร์เพื่อบำรุงให้ผิวนุ่มชุ่มชื่นทุกวัน

-ไม่ล้างหน้าบ่อยจนเกินไป ไม่ควรล้างหน้าด้วยสบู่เกินวันละ 2 ครั้งและ เลือกผลิตภัณฑ์ที่เป็นสูตรอ่อนโยนต่อผิว ปราศจากแอลกอฮอลล์ น้ำหอม พาราเบน หลังล้างหน้าควรซับผิวหน้าด้วยผ้านุ่ม

-หลีกเลี่ยงการขัดผิวหน้า

4.หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์หากแพทย์ไม่แนะนำ