ข่าวสาร

ดูแลหนังศีรษะอย่างไรห่างไกลจากรังแค

ดูแลหนังศีรษะอย่างไรห่างไกลจากรังแค

หิมะตกบนบ่า หรือขุยขาวๆ เรื่องกวนใจของชายและหญิง ปัญหาเรื้อรังยอดฮิต บางคนมีอาการคันและมีตุ่มบนหนังศีรษะร่วมด้วย พยายามหาแชมพูแก้รังแค หรือยาที่โฆษณาว่าดี แต่ก็ยังไม่หายสักทีจริงๆ แล้วรังแคเป็นเรื่องที่รักษาได้ และบางครั้งการเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง ก็เป็นวิธีการแก้ปัญหาอย่างตรงจุด

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับปัญหาของหนังศีรษะที่เหมือนจะธรรมดา แต่อาจสร้างความกวนใจและอาจทำให้ใครหลายๆคนรู้สึกไม่มั่นใจ เวลาที่อยากใส่ชุดสีเข้มๆ ค่ะ ดังนั้นเรามาทำความรู้จักกับ รังแค กันก่อนค่ะว่า รังแคคืออะไร

 

รังแคคืออะไร

รังแค คือ เซลล์หนังศีรษะชั้นนอกสุดมีการแบ่งตัวมากกว่าปกติ หลุดออกง่ายและเร็ว อาจเป็นสะเก็ดขนาดเล็กๆ ถ้าไม่มีการอักเสบของศีรษะก็อาจเรียกว่าเป็นแค่รังแค (Dandruff) ถ้าสังเกตจะเห็นเป็นขุยขนาดใหญ่หากมีการอักเสบร่วมด้วยจะกลายเป็นผื่นรังแค (Seborrheic Dermatitis) ซึ่งถือว่าเป็นโรคเซ็บเดิร์มชนิดอ่อนสุดก็ว่าได้ เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น

1.เชื้อราอาศัยอยู่บริเวณรูขุมขนของผิวหนังศีรษะ เรียกว่าเชื้อรามาลาสซีเซีย (Malassezia) คนที่มีปัญหากับรังแค แสดงว่ามีเจ้าตัวนี้มากกว่าคนปกติกรดไขมันที่เป็นของเสียจากมันทำให้หนังศีรษะอักเสบได้ ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของแต่ละคน วิธีการรักษาอย่างหนึ่งก็คือการลดจำนวนของเชื้อราชนิดนี้นั่นเอง

2.สภาพหนังศีรษะ หากขาดความสมดุล ไม่ว่าแห้งเกินไป หรือมันไปก็เอื้อต่อการเกิดรังแค

3.การใช้ชีวิต ความเครียด ภูมิคุ้มกันร่างกายที่อ่อนแอ นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่ออกกำลังกาย ดื่มแอลกอฮอล์ ล้วนแต่เป็นปัจจัยที่ทำให้โรคกำเริบ

 

อยากขจัดรังแคต้องรักษาอย่างไร

ดูแลและใส่ใจ

- เลี่ยงการสระผมด้วยน้ำอุ่น หรือร้อนจัดเพราะทำให้หนังศีรษะแห้ง

- เลี่ยงการเกาแรงๆ หรือใช้หวีซี่คม

- ไม่ควรรัดผมทันทีในขณะที่ผมยังชื้นเปียก เพราะอาจทำให้เกิดเชื้อรา

- ดูแลตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการนอนหลับพักผ่อน ออกกำลังกาย ลดแอลกอฮอล์ ลดความเครียด

 

แชมพู

ผู้ที่เป็นรังแคควรใช้ยาสระผมเหล่านี้ เช่น คีโตโคนาโซล ซิงก์ไพรีทิออน ซีลีเนียมซัลไฟด์ หากเป็นมากและไม่ทุเลา ให้ลองแชมพูที่เป็นน้ำมันดิน (Tar) เพราะช่วยลดการอักเสบที่หนังศีรษะได้ อาจมีกลิ่นแรงสามารถใช้คู่กับครีมนวดผมได้

 

วิธีการใช้

สระผมเป็นประจำ วันละครั้ง ทิ้งไว้ 10-15 นาที ก่อนล้างออก หากรังแคเริ่มลดลง อาจเว้นระยะห่างเหลือสัปดาห์ละ 2 ครั้ง

 

ยา

ยาทาต้านเชื้อรา จะช่วยลดปริมาณเชื้อบนหนังศีรษะ ยาทากลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดน้ำ หรือครีมน้ำนมทาบริเวณหนังศีรษะจะลดอาการแดงอักเสบลงได้ หรือยับยั้งการอักเสบด้วยวิธีอื่นๆ เช่น ยาต้านการยับยั้งการอักเสบแบบไม่มีสเตียรอยด์ เช่น แทโครลิมุส (Tacrolimus) และยาในกลุ่มไพเมโครลิมุส (Pimecrolimus) ทั้งนี้ ควรได้รับคำแนะนำในการรักษาโดยแพทย์

 

วิธีการใช้

ทายาวันละ 1-2 ครั้ง ลดการอักเสบและปริมาณเชื้อบนหนังศีรษะ

 

ดูแลรักษาผม

1.ใส่ใจการทำความสะอาดผมและหนังศีรษะ

- หลีกเลี่ยงการสระผมด้วยน้ำอุ่นจัดหรือน้ำร้อน เพราะจะทำให้เซลล์หนังศีรษะแห้งและอักเสบได้ง่าย

- บำรุงผลด้วยครีมนวด โดยใช้เฉพาะเส้นผมและปลายผม ซึ่งเป็นส่วนที่ขาดความชุ่มชื้นง่าย ไม่ต้องให้ครีมนวดสัมผัสหนังศีรษะ เพราะสามารถผลิตน้ำมันได้เองตามธรรมชาติ

- ระหว่างสระ ให้ลองใช้มือนวดคู่ไปด้วย นอกจากจะรู้สึกสบายแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นการไหลเวียนเลือด แต่ไม่ควรเกาหนังศีรษะแรงๆ เพราะอาจทำให้เส้นผมหลุดร่วงง่าย และเกิดบาดแผลที่หนังศีรษะได้

- หลังสระผม ควรทำให้ผมแห้งตามธรรมชาติโดยใช้ผ้าขนหนูเช็ดหมาดๆ ไม่ควรเป่าผมด้วยลมร้อน เพราะยิ่งทำให้แห้งเสียเร็วยิ่งขึ้น แต่หากเร่งรีบ ให้ตั้งอุณหภูมิของไดร์เป่าผมต่ำๆ และห่างจากเส้นผมพอสมควร

2.ใส่ใจต่อการทำผม

- ทรงผมเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราดูดี แต่การทำผมบ่อยๆ เช่น ยืด ตัด ทำสี ก็เป็นการทำร้ายผมทางอ้อม เพราะความร้อนและสารเคมีทำให้ผมเสีย เราจึงควรให้ความสำคัญกับการบำรุงผมหลังทำ และทิ้งระยะห่าง เพื่อให้สภาพผมและหนังศีรษะได้ฟื้นฟูและปรับสภาพ ควรหลีกเลี่ยงการรวบรวมผมแน่นตึง เพราะทำให้เกิดแรงดึงที่หนังศีรษะและแรงกดที่เส้นผม

3. ใส่ใจสุขภาพผมบำรุงด้วยอาหาร

ช่วงที่ลดน้ำหนัก บางคนอาจมีปัญหาผมร่วงได้ เนื่องจากเส้นผมของเราต้องการวิตามินและแร่ธาตุในการเจริญเติบโต เช่น เหล็ก ซิลิก้า วิตามินบี ซี เอ และอี เส้นผมประกอบไปด้วยเคราตินซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง ถ้าเราได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ จะช่วยให้ผมแข็งแรงขึ้นด้วยเช่นกัน

 

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

โรงพยาบาลผิวหนัง อโศก เบอร์โทรศัพท์ : สาขาอโศก 02-2465111

 

                    สาขาปิ่นเกล้า 02-4345222

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                     Line @asokeskinhospital