ข่าวสาร

ไข้อีดำอีแดงคืออะไร น่ากลัวแค่ไหน

ไข้อีดำอีแดงคืออะไร น่ากลัวแค่ไหน

โรคไข้อีดำอีแดง เป็นโรคที่พบได้บ่อยในเด็กอนุบาลหรือประถมต้นอายุ 4-8 ปี โดยสาเหตุเกิดมาจากการติดเชื้อในคอและที่ผิวหนัง มีไข้ เจ็บคอ ทอนซิลแดง ลิ้นแดงเหมือนสตรอว์เบอรี่ 12- 48 ชั่วโมงหลังอาการไข้ ผิวหนังจะแดงทั่วตัว บริเวณลำตัวมีตุ่มเล็กละเอียด คลำดูจะสากคล้ายกับกระดาษทราย ซึ่งผื่นจะกระจายไปทั่วตัวเมื่ออาการดีขึ้นจะเริ่มลอกเป็นแผ่นตามศอก มือ และเท้า มีการวินิจฉัยโรคจากลักษณะของไข้ อาการทางผิวหนังและการรักษา โดยการรับประทานยากลุ่มเพนิซิลลิน (Penicillin), อะม๊อกซีซิลลิน (Amoxicillin) นาน 7-10 วัน เพื่อกำจัดเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรค ถ้าไม่รักษาอาจพบภาวะแทรกซ้อน เช่น หูชั้นกลางอักเสบ ไซนัสอักเสบ ปอดบวม และเกิดไข้รูมาติกเฉียบพลัน หรือว่ากรวยไตอักเสบตามมาภายหลังได้

 

อาการของไข้อีดำอีแดง

สัญญาณบ่งบอกถึงโรคไข้อีดำอีแดงประกอบไปด้วยอาการปวดศีรษะ เจ็บคอ คอแดงและในบางครั้งมีรอยสีเหลืองหรือสีขาวขึ้นในลำคอ ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต มีปัญหาในการกลืนอาหาร คลื่นไส้ อาเจียนหรือมีไข้สูง (ราวๆ 38.3 องศาเซลซียสหรือสูงกว่า) บริเวณลิ้นและต่อมรับรสบนลิ้นจะนูนแดงอย่างชัดเจนและปลายลิ้นจะมีลักษณะคล้ายผิวของผลสตรอว์เบอร์รี่ นอกจากนี้ยังมีอาการอื่นๆด้วย เช่น หน้าแดง ผดผื่นขึ้นตามร่างกาย และลิ้นเปลี่ยนสีเป็นสีแดงหรือขาว ไข้อีดำอีแดงจะแสดงอาการภายใน 1 สัปดาห์ หลังจากติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม อาการหลักของไข้อีดำอีแดงประกอบด้วย

 

- ผื่นไข้อีดำอีแดง มักเริ่มขึ้นภายใน 24 – 48 ชั่วโมงหลังเริ่มมีไข้ แต่ในบางกรณีผื่นอาจขึ้นเป็นอาการแรกเลยก็ได้ โดยผื่นมักขึ้นที่บริเวณท้อง หน้าอก หรือบริเวณรอบคอ แล้วกระจายไปทั่วลำตัว แขนและขา รอยผื่นอาจมีสีชมพูหรือแดง และจะแดงมากเป็นพิเศษตามจุดที่เป็นข้อพับ เช่น ข้อศอกหรือรักแร้ นอกจากนี้รอยผื่นยังให้สัมผัสคล้ายกับกระดาษทราย (สามารถสังเกตได้ง่ายในผู้ป่วยที่มีผิวสีเข้ม) หรือผื่นมีลักษณะ

เป็นตุ่มเล็กๆ มองคล้ายหนังห่าน (Goose – pimple Appearance) หากใช้แก้วกดทับบริเวณผื่นจะพบว่ารอยผื่นแดงเหล่านั้น กลายเป็นสีขาว ซึ่งโดยทั่วไปแล้วผื่นจะขึ้นอยู่ราว 3 - 4 วัน ก่อนจะเริ่มลอกออกเป็นขุยหรือเป็นแผ่น ไล่จากใบหน้าและลำคอลงมาเรื่อยๆ จนถึงมือ เท้า ปลายมือ ปลายเท้า

 

- แก้มเปลี่ยนเป็นสีแดง ปกติผื่นแดงจะไม่ได้ลามมาที่ใบหน้า แต่แก้มมักจะเปลี่ยนเป็นสีแดงจัดคล้ายโดนแดดเผา แต่บริเวณรอบปากจะขาวซีด

 

- ลิ้นเป็นสีแดง หรือที่เรียกว่าลิ้นสตรอว์เบอรี่ (Strawberry Tongue) ลิ้นจะมีลักษณะเป็นตะปุ่มตะป่ำและมีฝ้าขาวขึ้นในช่วงแรก

 

สาเหตุของไข้อีดำอีแดง

ไข้อีดำอีแดงเกิดขึ้นจากการติดเชื้อแบคทีเรียสเตร็ปโตค็อกคัส (Streptococcus) โดยแบคทีเรียจะปล่อยสารพิษก่อให้เกิดอาการลิ้นเปลี่ยนเป็นสีแดง และผื่นขึ้นตามร่างกาย ระยะเวลาฟักตัวของเชื้อนี้ประมาณ

2 – 5 วัน ทั้งนี้เพราะแบคทีเรียชนิดนี้อาศัยอยู่ในปากและทางเดินหายใจของผู้ป่วย ทำให้เกิดอาการทางเดินหายใจ ดังนั้นการแพร่เชื้อโรคอาจเป็นไปได้ด้วยการไอจาม หรือการสัมผัสเชื้อโรคจากผู้ที่ติดเชื้อแล้วสัมผัสกับอวัยวะในร่างกายตนเอง อาทิ ตา จมูก หรือปาก นอกจากนี้เชื้อยังสามารถติดต่อผ่านกันด้วยการรับประทานอาหารจานเดียวกันหรือดื่มน้ำแก้วเดียวกันด้วย

 

การวินิจฉัยไข้อีดำอีแดง

แพทย์สามารถวินิจฉัยไข้อีดำอีแดงได้จากประวัติอาการของผู้ป่วย และจากการตรวจร่างกายเพื่อหาลักษณะของโรค เช่น การตรวจลำคอ ลิ้น ต่อมน้ำเหลือง และต่อมทอนซิล รวมไปถึงการตรวจลักษณะและผิวสัมผัสของผื่น (Throat Swab Culture) โดยใช้ไม้ป้ายลำคอเก็บตัวอย่างเชื้อในลำคอของผู้ป่วยนำไปวินิจฉัยในห้องแล็บเพื่อค้นหาว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียสเตร็ปโตค๊อกคัส กรุ๊ปเอ ซึ่งการพิสูจน์ทางห้องปฏิบัติการเหล่านี้จะใช้เวลาหลายวัน ดังนั้นโดยมากแล้ว หากอาการของผู้ป่วยเข้าได้กับโรคไข้อีดำอีแดง

แพทย์จะให้การรักษาไปก่อนได้รับทราบผลวินิจฉัยจากทางห้องปฏิบัติการ

การตรวจหาเชื้อแบคทีเรียเป็นขั้นตอนที่สำคัญ เพราะหากไม่พบเชื้อดังกล่าวในผู้ป่วยแสดงว่าโรคอาจเกิดจากสาเหตุอื่น ต้องใช้วิธีรักษาที่แตกต่างกันออกไป เนื่องจากมีสาเหตุหลายประการที่อาจก่อให้เกิดอาการคล้ายโรคไข้อีดำอีแดง

 

การรักษาไข้อีดำอีแดง

ไข้อีดำอีแดงสามารถรักษาได้หลังจากการวินิจฉัยโดยแพทย์จะต้องรักษาด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ เช่น เพนิซิลิน หรืออะมอกซิซิลลิน (Amoxicillin) เพื่อป้องกันการเกิดโรคไข้รูมาติกเฉียบพลัน (Acute Rheumatic Fever) และเพื่อทำให้อาการของผู้ป่วยหายเร็วขึ้น อีกทั้งป้องกันการติดเชื้อระบาดไปสู่ผู้อื่น ซึ่งหากพบว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียสเตร็ปโตค๊อกคัส แพทย์อาจให้ผู้ป่วยรับประทานยาปฏิชีวนะเป็นระยะเวลา 10 -14 วัน

ซึ่งปกติแล้วผู้ป่วยจะรู้สึกดีขึ้นภายใน 1 – 2 วัน หลังจากได้รับยา อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้ว ผู้ป่วยยังคงต้องรับประทานยาให้ครบตามที่แพทย์จ่าย เนื่องจากการติดเชื้ออาจไม่หายขาดและจะเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการพัฒนาของเชื้อแบคทีเรียไปสู่ภาวะแทรกซ้อนอื่นๆให้เกิดขึ้นตามมา

 

ภาวะแทรกซ้อนของไข้อีดำอีแดง

โดยทั่วไปแล้วผุ้ป่วยไข้อีดำอีแดงจะมีอาการดีขึ้นและอาจหายขาดภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์ แต่หากผู้ป่วยเพิกเฉยต่อการรักษาก็อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นตามมาได้ สำหรับภาวะแทรกซ้อนของไข้อีดำอีแดง ได้แก่

- ไข้รูมาติก (Rheumatic Fever) คืออาการแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อแบคทีเรียสเตร็ปโตค๊อกคัส ซึ่งอาจส่งผลร้ายแรงต่อหัวใจ ทั้งนี้อาการดังกล่าวมักเกิดขึ้นภายหลังจากการติดเชื้อและไม่ได้รับยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสม

- ฝีรอบทอนซิล (Throat Abscesses)

- โรคไต

- โรคปอดบวม (Pneumonia) คือการติดเชื้อในปอดหนึ่งหรือสองข้าง ซึ่งอาจเกิดได้จากเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือเชื้อรา

- ข้ออักเสบ (Arthritis)

- การติดเชื้อในหู

- การติดเชื้อที่ผิวหนัง

 

การป้องกันไข้อีดำอีแดง

เนื่องจากไข้อีดำอีแดงเป็นโรคที่ติดต่อกันได้ง่ายมา ผ่านละอองที่ออกมากับลมหายใจ การไอจามหรือการใกล้ชิดกับผู้ป่วยคนอื่นๆ (โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่เป็นเด็กนักเรียน) ซึ่งหากละอองเชื้อโรคนั้นสัมผัสกับตา จมูก หรือปากก็อาจทำให้เกิดการติดเชื้อขึ้นได้ อย่างไรก็ตามยังมีวิธีป้องกันในเบื้องต้นที่ผู้ป่วยนำไปปฏิบัติได้ ไม่ว่าจะเป็นการหยุดงานหรือการหยุดโรงเรียนเป็นระยะเวลา 24 ชั่วโมงหลังจากได้รับประทานยาปฏิชีวนะ พยายามปิดปากและจมูกด้วยกระดาษทิชชู่เมื่อไอหรือจามและให้รีบทิ้งกระดาษที่ใช้แล้วทันที พร้อมทั้งล้างมือด้วยสบู่และน้ำให้บ่อย โดยเฉพาะหลังจากสัมผัสกับทิชชู่ที่ใช้แล้ว นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของเครื่องใช้ภายในบ้านร่มกับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นแก้วน้ำ เสื้อผ้า ผ้าขนหนู อ่างอาบน้ำ ผ้าปูที่นอน หรือของเล่นสำหรับผู้ป่วยเด็ก ล้วนเป็นวิธีการป้องกันการแพร่ติดต่อของเชื้อโรคไข้อีดำอีแดงได้ 

 

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

โรงพยาบาลผิวหนัง อโศก เบอร์โทรศัพท์ : สาขาอโศก 02-2465111

 

                    สาขาปิ่นเกล้า 02-4345222

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                     Line @asokeskinhospital