ข่าวสาร

ผดร้อน โรคอิตที่มากับหน้าร้อน

ผดร้อน โรคอิตที่มากับหน้าร้อน

ก้าวเข้าสู่หน้าร้อน ในสภาพอากาศที่ร้อนนั้นทำให้หลายคนอาจจะมีเหงื่อออกเยอะ เนื่องจากเรามีต่อมเหงื่ออยุ่ทั่วร่างกายคอยทำหน้าที่หลั่งเหงื่อเพื่อระบายความร้อน เหงื่อจะเยอะมากขึ้นในช่วงที่อุณหภูมิร่างกายสูง เช่น ขณะวิ่งเล่น กระโดด หรืออยู่ในที่อากาสร้อนอบอ้าว เกิดเป็นผดร้อน เป็นตุ่มคันขนาดเล็ก เกิดจากต่อมเหงื่อที่อุดตันใต้ผิวหนัง

ผดร้อน(Miliaria Rubra) เกิดจากการอุดตันของต่อมเหงื่อขณะระบายความร้อนออกนอกร่างกายทำให้ร่างกายขับเหงื่อไม่ได้ ผื่นจะเป้นตุ่มสีแดงเม็ดเล็กๆบางครั้งพบเป็นตุ่มน้ำใสบริเวณไรผม หน้าผาก คอ หลัง บางครั้งพบได้บริเวณข้อพับ แขนขา ถ้าลูกเป็นผดร้อน แนะนำให้อยู่ในที่อากาศถ่ายเท ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นประคบระบายความร้อนเลือกเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าฝ้ายเพื่อระบายอากาศได้ดี หลีกเลี่ยงผ้าไนลอน ขนสัตว์หรือใยสังเคราะห์ปกติผดร้อนไม่มีอันตราย และจะหายได้เองใน1-2 สัปดาห์ ถ้าคันมากหรือเกามากจนเป็นแผล ติดเชื้อควรไปพบแพทย์

อาการของผดร้อน

อาการคันและมีตุ่มเล็กๆ ขึ้นตามร่างกาย เป็นอาการที่พบได้ทั่วไปของผดร้อน โดยมักปรากฏขึ้นบริเวณใต้ร่มผ้า หรือบริเวณใบหน้า คอ หลัง อก และต้นขา ส่วนเด็กเล็กมักเกิดผดร้อนบริเวณคอ หัวไหล่ และหน้าอก และบางครั้งอาจปรากฏอาการบริเวณรักแร้ ข้อพับแขน และขาหนีบได้ซึ่งผดร้อนอาจเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ เช่น

- ตุ่มน้ำใสขนาด 1-2 มิลลิเมตร ไม่แสดงอาการเจ็บหรือคัน แต่อาจแตกเป็นสะเก็ดได้ง่าย มักเกิดจากการอุดตันในผิวหนังชั้นที่ตื้นที่สุด ทำให้เหงื่อที่รั่วออกมาจากท่อเหงื่อสะสมอยู่ใต้ผิวหนังบริเวณนั้นซึ่งถูกปกคลุมด้วยผิวหนังบาง ๆ โดยมักเกิดขึ้นหลังจากผู้ป่วยสัมผัสอากาศร้อนไม่กี่วัน และพบได้ทั่วตัวในทารก หรือบริเวณลำตัวในผู้ใหญ่

- ผดแดง ซึ่งทำให้รู้สึกคัน เจ็บแสบ หรือระคายเคือง และมักเกิดขึ้นบริเวณผิวหนังที่มีการเสียดสี เช่น อก คอ หลัง และข้อพับ

- ตุ่มสีเนื้อขนาด 1-3 มิลลิเมตร ลักษณะคล้ายผิวห่าน และไม่แสดงอาการอื่น ๆ เกิดจากการรั่วของต่อมเหงื่อชั้นหนังแท้ ซึ่งมักเกิดในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังสัมผัสความร้อน

- ตุ่มเป็นหนองจากการอักเสบติดเชื้อ

แม้อาการมักหายไปเองเมื่ออากาศเย็นลง แต่ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์ หากปรากฏอาการดังต่อไปนี้

1.ผดไม่ยอมหาย ยังคันและเจ็บปวดอย่างต่อเนื่องเกิน 2-3 วัน

2.ผดมีลักษณะเปลี่ยนแปลงไป เช่น ผดมีสีแดงสว่าง หรือเป็นริ้วลาย และผดเกิดขึ้นหลังจากใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาตัวใหม่ที่ไม่เคยใช้มาก่อน

3.เจ็บปวดเพิ่มขึ้น อาจเกิดร่วมกับอาการบวม แดง หรือ รู้สึกอุ่น ๆ บริเวณที่เป็นผด ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อ

4.ต่อมน้ำเหลืองบวมซึ่งอาจเกิดขึ้นบริเวณรักแร้ คอ และขาหนีบ

5.ติดเชื้อ เมื่อผดร้อนที่เกิดขึ้นเริ่มมีหนองหรืออาการติดเชื้ออื่น ๆ

6.มีไข้ หรือมีสัญญาณของภาวะเจ็บป่วยอื่น ๆ

สาเหตุหลักของผดร้อน

สาเหตุหลักของผดร้อนคือ เหงื่อโดยเฉพาะเมื่ออยู่ในสภาพอากาศที่ร้อนและชื้น เพราะเหงื่อปริมาณมากจะทำให้ต่อมเหงื่อใต้ผิวหนังอุดตัน และไม่สามารถระเหยออกมาได้ และเมื่อท่อส่งเหงื่ออุดตัน อาจทำให้เกิดการรั่วของเหงื่อสะสมอยู่ในชั้นผิวหนัง เกิดเป็นตุ่มน้ำจนกลายเป็นผดร้อนหรือเกิดการอักเสบตามมาได้

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันยังไม่อาจระบุสาเหตุที่ทำให้ต่อมเหงื่ออุดตันได้ชัดเจน แต่เป็นไปได้ว่าอาจเกิดขึ้นจากสาเหตุต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

1.ภูมิอากาศเขตร้อน ร่างกายสัมผัสแสงแดด หรือสภาพอากาศที่ร้อนและชื้นจนมีเหงื่อออกมาก

2.ต่อมเหงื่อพัฒนาไม่สมบูรณ์ อาจเกิดขึ้นได้กับทารกแรกเกิดที่มีอายุเพียง 1 สัปดาห์ เพราะต่อมเหงื่ออาจยังเจริญไม่เต็มที่ จึงอาจทำให้เหงื่อติดอยู่ใต้ผิวหนัง โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในตู้อบเด็กหรือเป็นไข้

3.การปกปิดร่างกาย เช่น การปิดผิวหนังด้วยพลาสเตอร์ การใส่เสื้อผ้าที่อบอุ่นและหนาเกินไป หรือการนอนใต้ผ้าห่มไฟฟ้าที่ทำให้เกิดความร้อน

4.การทำกิจกรรมที่ใช้แรง เช่น การออกกำลังกายหนัก ๆ หรือทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่ทำให้มีเหงื่อออกมาก

5.ภาวะที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ เมื่อเกิดอาการป่วยต่าง ๆ ขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีไข้ อาจทำให้ตัวร้อนและมีเหงื่อออกขณะนอนพักรักษาตัว หรือมีปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ที่ทำให้ต้องนอนอยู่บนเตียงเป็นเวลานาน

6.น้ำหนักมาก หรือภาวะอ้วน อาจทำให้มีเหงื่อออกมากเป็นพิเศษ

การรักษาผดร้อน

การรักษาด้วยตนเอง

เมื่อพบว่ามีผดร้อนเกิดขึ้น อาจบรรเทาอาการคัน หรือป้องกันอาการกำเริบลุกลามได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

1.หลีกเลี่ยงการอยู่ในสภาพอากาศที่ร้อนชื้น

2.อยู่ในบริเวณที่มีอากาศเย็น หรือมีเครื่องปรับอากาศ และประคบผ้าเย็นบริเวณผิวหนัง เพื่อช่วยลดความร้อน

3.หลีกเลี่ยงการใช้พลาสเตอร์ปิดทับผิวหนัง หรือไม่สวมใส่เสื้อผ้ารัดรูป เพื่อป้องกันการอุดตันของต่อมเหงื่อ

4.หลีกเลี่ยงการทำงานหรือออกกำลังกลางแจ้งที่อาจทำให้เกิดเหงื่อออกมาก

5.อาบน้ำด้วยน้ำเย็นและสบู่ที่ไม่ทำให้ผิวแห้ง และปล่อยให้ผิวแห้งเองหลังอาบน้ำเสร็จ ไม่ใช้ผ้าขนหนูเช็ดตัวเพื่อลดการเสียดสีจนเกิดผดร้อนอักเสบเพิ่มขึ้น

ส่วนทารกหรือเด็กเล็กที่ยังไม่สามารถดูแลตนเองได้ดีพอ อาจจำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษด้วยวิธีต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

6.ถอดเสื้อผ้าเด็กออก หรือให้เด็กสวมใส่เสื้อผ้าหลวม ๆ ที่ระบายอากาศได้ดี

7.พาเด็กเข้าที่ร่ม หรือบริเวณที่มีเครื่องปรับอากาศ

8.อาบน้ำเย็น โดยให้น้ำไหลผ่านผิวหนังเรื่อย ๆ เพื่อชำระล้างเหงื่อและไขมันตามร่างกายออกไป และอาจใช้ผ้าเปียกหรือผ้าเย็นวางบนบริเวณที่เกิดผดร้อนเพื่อลดอุณหภูมิให้เย็นลง

9.ใช้พัดลมเป่าตัวเด็กให้แห้งหลังจากอาบน้ำแทนการใช้ผ้าขนหนูเช็ดตัว เพื่อลดการเสียดสีกับผิวหนัง

10.ตัดเล็บเด็กให้สั้นอยู่เสมอ หรือสวมถุงมือให้เด็กเพื่อป้องกันการเกาผิวหนังจนทำให้อาการรุนแรงขึ้น

 

การรักษาด้วยยา

โดยส่วนใหญ่ หากหลีกเลี่ยงการอยู่ในสภาพอากาศร้อนชื้น ดูแลให้บริเวณที่เกิดผดเย็นและแห้งอยู่เสมอ ผดร้อนและอาการต่าง ๆ ที่ไม่รุนแรงมากนักอาจหายได้เองภายใน 2-3 วัน แต่หากผดร้อนและอาการอื่น ๆ ที่ปรากฏมีความรุนแรง แพทย์อาจให้ผู้ป่วยใช้ยารักษาตามอาการ เช่น รับประทานยาแก้แพ้ถ้ามีอาการคัน และใช้ยาขี้ผึ้งหรือผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้นผิวเพื่อบรรเทาอาการต่าง ๆ รวมทั้งลดความเสี่ยงการเกิดผลข้างเคียงจากผดร้อน เช่นโลชั่นคาลาไมน์ สารให้ความชุ่มชื้นแอนไฮดรัส ลาโนอิน(Anhydrous Lanolin) ป้องกันการเกิดผดร้อนเพิ่มขึ้น และยาทาสเตียรอยด์ สำหรับรักษาผดร้อนที่มีอาการรุนแรง

ทั้งนี้ หากยังไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ ห้ามใช้ยาทาขี้ผึ้งหรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวอื่น ๆ เพื่อรักษาผดร้อนในเด็ก และหากผดร้อนกลายเป็นตุ่มหนอง ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์หรือแพทย์ผิวหนังเพื่อรับการรักษาด้วยวิธีที่เหมาะสม เพราะผดร้อนที่ติดเชื้อแบคทีเรียอาจต้องรักษาโดยการใช้ยาปฏิชีวนะด้วย

การป้องกันผดร้อน

วิธีป้องการเกิดผดร้อน มีดังนี้

1.เลือกสวมเสื้อผ้าที่เหมาะสม ไม่สวมเสื้อผ้าที่รัดเกินไปจนทำให้เกิดการระคายเคืองได้ และเลือกสวมเสื้อผ้าให้เหมาะตามฤดูกาล เช่น ใส่เสื้อผ้าที่นุ่ม เบา ทำจากผ้าฝ้าย ระบายอากาศได้ดีในฤดูร้อน และเลือกสวมเสื้อผ้าที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายในฤดูหนาว แต่ไม่ควรสวมเสื้อผ้าหนาเกินไปจนทำให้รู้สึกร้อน

2.หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ ครีม หรือโลชั่นที่มีส่วนผสมของปิโตรเลียมเจลลี่ หรือน้ำมันแร่ที่อาจทำให้รูขุมขนอุดตัน

3.ใช้สบู่ที่ไม่ทำให้ผิวแห้ง ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม หรือไม่มีการเจือสี

4.หลีกเลี่ยงการอยู่ในสภาพอากาศที่ร้อนและชื้น อาจนำพัดลมขนาดพกพาติดตัวไว้หากต้องทำกิจกรรมกลางแจ้ง

5.หลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย หรือการทำกิจกรรมที่ใช้แรงมากในสภาพอากาศที่ร้อนและชื้น

6.ทำให้ผิวเย็นอยู่เสมอ เพื่อป้องกันเหงื่อออกมาก เช่น อาบน้ำเย็น อยู่ในที่ร่มหรือห้องปรับอากาศ และอาจแเพื่อลดอุณหภูมิผิวหนังร่วมด้วย แต่ไม่ควรประคบผิวหนังนานเกิน 20 นาที

7.เปิดเครื่องปรับอากาศหรือพัดลมเวลานอน เพื่อป้องกันความร้อนหรือความชื้นที่อาจเกิดขึ้นในขณะนอนหลับ แต่ควรปรับความเย็นให้เหมาะสม ระวังไม่ให้เย็นจนเกินไป โดยเฉพาะหากมีเด็กเล็กอาศัยอยู่ด้วย

สำหรับเด็กเล็ก ควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากผู้ปกครอง โดยควรสังเกตอยู่เสมอว่าผิวของเด็กร้อนหรือชื้นเกินไปหรือไม่ โดยเฉพาะบริเวณลำคอ หว่างขา และบริเวณอื่น ๆ ที่อาจกักเหงื่อไว้ หากพบผิวหนังบริเวณที่ร้อนชื้น ผู้ปกครองควรล้างบริเวณดังกล่าวด้วยน้ำเย็น และพยายามให้ผิวหนังบริเวณนั้นแห้งอยู่เสมอ โดยห้ามใช้แป้งเด็กเพราะแป้งอาจไปอุดตันรูขุมขนจนทำให้ผิวหนังเกิดความร้อน และห้ามใช้ผ้าอ้อมที่ทำจากพลาสติก เพราะอาจทำให้เด็กร้อนละระคายเคืองได้

 

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

โรงพยาบาลผิวหนัง อโศก เบอร์โทรศัพท์ : สาขาอโศก 02-2465111

 

                    สาขาปิ่นเกล้า 02-4345222

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                     Line @asokeskinhospital