ข่าวสาร

หูดข้าวสุก...เกิดจากอะไร?

หูดข้าวสุก...เกิดจากอะไร?

หูดข้าวสุก เกิดได้จากเชื้อไวรัสมอลลัสคุมคอนทาจิโอซุม (Molluscum Contagiosum Virus) พบได้บ่อยในเด็กเล็กที่อายุน้อยกว่า 5 ปี ในสถานที่ที่มีเด็กอยุ่ร่วมกัน เช่น สถานรับเลี้ยงเด็ก โรงเรียนอนุบาล ติดต่อได้โดยการสัมผัสโดยตรง หรือจากการใช้สิ่งของร่วมกัน ระยะฟักตัวของของโรค 2-8 สัปดาห์ ผื่นที่เป็นตุ่มนูนที่ใบหน้า รักแร้ แขน ลำตัว และบริเวณอวัยวะเพศ หูดข้าวสุกเป็นโรคที่สามารถหายเองได้ภายใน 6-12เดือน แต่ในบางรายอาจนานหลายปี และอาจลามไปบริเวณอื่น

 

อาการของโรคหูดข้าวสุก

ระยะฟักตัวเฉลี่ยของเชื้อชนิดนี้อยู่ที่ประมาณ 2-7 สัปดาห์ไปจนถึง 6 เดือน จึงทำให้ในบางรายพบอาการของโรคได้หลังจาก 6 เดือนผ่านไปแล้ว ผู้ป่วยที่รับเชื้อจะพบตุ่มบริเวณผิวหนังเป็นตุ่มเดี่ยว ๆ หรืออยู่กระจุกเป็นกลุ่มได้ถึง 20 ตุ่ม และมักสังเกตได้ว่า

1.ตุ่มมีขนาดเล็กประมาณ 2-5 มิลลิเมตร ผิวสัมผัสมีความเงาและเรียบ

2.มีสีเนื้อเช่นเดียวกับผิวหนัง มีสีขาวหรือชมพู

3.ลักษณะเป็นรูปทรงโดม หรือมีรอยบุ๋มตรงกลาง

4.สามารถเกิดได้ทุกที่บนร่างกาย แต่จะไม่เกิดบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้า มักพบบริเวณใบหน้า ท้อง ลำตัว แขน ขา อวัยวะเพศ ต้นขาด้านใน ผิวหนังที่สัมผัสหรือเสียดสีกันบ่อย เช่น ข้อพับ

อย่างไรก็ตามในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอหรือเป็นโรคประจำตัวที่ส่งผลต่อระบบคุ้มกันภายในร่างกายอาจทำให้อาการรุนแรงมากขึ้น ตุ่มเหล่านี้อาจขยายใหญ่ได้ถึง 15 มิลลิเมตร และอาจทำการรักษาได้ยากมากขึ้น

สาเหตุของโรคหูดข้าวสุก

การติดเชื้อไวรัสมอลลัสคุม คอนทาจิโอซุม เกิดจากการสัมผัสโดนบริเวณที่มีเชื้อโดยตรงหรือสิ่งของที่มีการปนเปื้อน รวมไปถึงการสัมผัสถูกเชื้อขณะมีเพศสัมพันธ์ จึงถือว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้เช่นเดียวกัน

ในเด็กมักติดต่อกันได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ เพราะภูมิคุ้มกันในร่างกายยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ อาจติดต่อระหว่างเล่นกับเด็กคนอื่นที่มีเชื้อชนิดนี้ หรือติดจากบุคคลในครอบครัวเดียวกัน ส่วนในวัยรุ่นและผู้ใหญ่มักติดต่อได้ง่ายทางเพศสัมพันธ์ รวมไปถึงการเล่นกีฬาประเภทต่าง ๆ ที่มีการสัมผัสโดนกัน รวมไปถึงการใช้สิ่งของที่มีการปนเปื้อนของเชื้อร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า อุปกรณ์กีฬา

การติดเชื้อไวรัสชนิดนี้มักเกิดขึ้นบริเวณชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) ที่เป็นผิวหนังชั้นนอกเท่านั้น ไม่มีผลต่อระบบภายในร่างกาย รวมไปถึงไม่แพร่กระจายโดยการจามหรือไอ

การวินิจฉัยโรคหูดข้าวสุก

แพทย์จะวินิจฉัยโรคเบื้องต้นด้วยการซักถามประวัติ ลักษณะอาการของโรค และการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการร่วมด้วย เพื่อยืนยันการติดเชื้อได้แม่นยำมากขึ้น ซึ่งการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ สามารถทำได้หลายวิธี

1.ตรวจดูบริเวณผิวหนังที่มีการติดเชื้อด้วยกล้องจุลทรรศน์

2.การขูดผิวหนัง (Skin Scraping)

3.การเก็บตัวอย่างจากบริเวณรอยโรคอย่างชัดเจนไปตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ (Biopsy)

แต่หากมีการติดเชื้อบริเวณอวัยวะเพศ แพทย์อาจมีการตรวจถึงความเป็นไปได้ในการติดเชื้อจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Disease: STD) ชนิดอื่น ๆ อย่างเช่นโรคเริมด้วย

 

การรักษา

มีได้หลายวิธี ในเด็กแนะนำให้สะกิดออก (Curette) ซึ่งจะได้ผลดีกว่า นอกจากนี้อาจใช้วิธีการรักษาด้วยการทายา จี้ความเย็นเลเซอร์และกดออก

 

ภาวะแทรกซ้อนโรคหูดข้าวสุก

หูดหรือผิวหนังบริเวณรอบ ๆ อาจมีการอักเสบและแดง เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อการติดเชื้อ บางรายที่มีการถลอกจากการเกาหรือแกะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่ายมากขึ้น ส่วนในผู้ที่มีหูดบริเวณเปลือกตาอาจก่อให้เกิดอาการตาแดงจากเยื่อตาอักเสบได้

 

การป้องกันโรคหูดข้าวสุก

การลดโอกาสในการได้รับเชื้อได้ดีที่สุด คือ การหลีกเลี่ยงไม่ให้ตนเองสัมผัสกับผู้ที่มีเชื้อให้มากที่สุด และดูแลตนเองตามหลักสุขอนามัยพื้นฐานตามคำแนะนำต่อไปนี้

1.ล้างมือให้เป็นนิสัย โดยเฉพาะหลังการจับสิ่งของที่เป็นส่วนรวม จะช่วยป้องกันและการแพร่กระจายของเชื้อได้ดี ไม่เพียงแต่เฉพาะเชื้อโรคชนิดนี้ แต่ยังรวมไปถึงเชื้อโรคชนิดอื่นด้วย

2.ไม่ใช้สิ่งของส่วนตัวรวมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดตัว ที่โกนหนวด สบู่ก้อน แปรงสีฟัน เสื้อผ้า

3.หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของสาธารณะและอุปกรณ์ที่มีโอกาสสัมผัสกับผิวหนังได้โดยตรง

 

4.หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์หากมีหูดข้าวสุกบริเวณใกล้อวัยวะ เพื่อลดความเสี่ยงในการได้รับเชื้อ

 

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

โรงพยาบาลผิวหนัง อโศก เบอร์โทรศัพท์ : สาขาอโศก 02-2465111

 

                    สาขาปิ่นเกล้า 02-4345222

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                     Line @asokeskinhospital